ข้อตั้งกระทู้เพื่อเผยแพร่หนังสือ "ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น"

ข้อตั้งกระทู้เพื่อเผยแพร่หนังสือ "ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น"

โพสต์โดย เด่นซัง เมื่อ ศุกร์ 05 ก.พ. 2010 11:13 am

ข้อตั้งกระทู้เพื่อเผยแพร่ธรรมะจากหนังสือ "ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น" ของ พล.ต.ท. สมศักดิ์ สืบสงวน
แล้วจะค่อยๆ นำมาลงครับ
เด่นซัง
 
โพสต์: 16
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 18 ธ.ค. 2009 1:02 pm

Re: ข้อตั้งกระทู้เพื่อเผยแพร่หนังสือ "ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น"

โพสต์โดย เด่นซัง เมื่อ พุธ 03 มี.ค. 2010 11:56 am

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม


อย่ากลัวกิเลสมารและขันธมาร

อย่ากลัวการประจันหน้ากับขันธมารและกิเลสมาร
เพราะนั่นคือครูที่จักทดสอบอารมณ์จิตของพวกเจ้าว่า จักผ่านอุปสรรคเหล่านี้ไปได้หรือไม่

ขันธมารและกิเลสมารเป็นของจริงที่นักปฏิบัติกรรมฐานจักต้องลุยผ่านทุกคน
ถ้าชนะได้ก็ถึงพระนิพพาน
แต่ถ้าแพ้ก็ต้องกลับมาเกิดอีกต่อไป

อย่าหนีความจริง ขันธมารกับกิเลสมารเป็นของคู่มากับร่างกาย
ซึ่งมันได้ผูกจิตจองจำ กักขังเรามานานนับอสงไขยไม่ถ้วน อดทนต่อสู้เข้าไว้

ถ้าชาตินี้ยอมพ่ายแพ้แก่มัน ชาติต่อ ๆ ไปก็ไม่มีทางชนะมันได้
ทำกำลังใจให้เต็ม เมื่อรู้แล้วว่าร่างกายนี้มีแต่ทุกข์หาสุขไม่ได้
เป็นเหยื่อของกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม
เราโง่หลงผูกติดกับร่างกายนี้มานาน หลงอารมณ์ที่เพลินไปกับกิเลสมารชาติแล้วชาติเล่า
อย่างไม่รู้เท่าทันความทุกข์อันเกิดจากขันธมารและกิเลสมารนั้น

มาบัดนี้พวกเจ้ารู้ทุกข์อันเกิดจากขันธมารและกิเลสมารมาพอสมควรแล้ว
จงรักษาอารมณ์ตัดตาย สละร่างกายนี้ทิ้งไป เพื่อเป็นฐานกำลังของจิต
ควบคู่กับอานาปานสติให้ทรงอยู่เสมอ ๆ
จุดนี้เป็นจุดสำคัญที่จักทำให้การเจริญสมณธรรมของพวกเจ้า
มีผลเจริญขึ้นตามลำดับ จงจำเอาไว้ให้ดี

ถ้าคราวใดขึ้นต้นตั้งอารมณ์นี้ไม่ถูก ก็ให้พิจารณาร่างกาย ไม่ว่าภายในหรือภายนอก
วัตถุธาตุใด ทรัพย์สินต่าง ๆ พังสลายไปหมด กล่าวคือพิจารณาไตรลักษณ์
เห็นทุกสิ่งทุกอย่างพังหมด ไม่มีอะไรเหลือ (อารมณ์อากิญจัญญายตนะฌาน)

จนในที่สุด หาสิ่งยึดถือมาเป็นสาระแก่นสารไม่ได้
โลกและขันธโลกมีความเสื่อมสลายไปในที่สุด ค่อย ๆ คิดพิจารณาจนจิตยอมรับ
แล้วจึงจับลมหายใจเข้าออก จนจิตเข้าถึงฌาน ให้จิตทรงตัวอยู่ระยะหนึ่ง
จึงหวนกลับมาจับวิปัสสนาญานตามความต้องการต่อไป

อย่าลืม ทำกรรมฐานทุกครั้ง ให้แผ่เมตตาไปทั่วจักรวาลก่อน
เป็นการทำอารมณ์จิตให้เยือกเย็นอยู่ในพรหมวิหาร ๔ จนเกิดวิสัยเคยชิน
ฝึกได้เมื่อไหร่แผ่เมตตาไปเมื่อนั้น มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
ให้แก่จิตและกายของตนเอง และพร้อมกันนั้น มีให้แก่จิตและกายของบุคคลอื่นด้วย

อารมณ์พรหมวิหาร ๔ นี้ จะลดไฟโมหะ โทสะ ราคะให้เจือจางไปจากจิตได้
และในบางขณะที่ระลึกได้ ก็ควรจักนำพรหมวิหาร ๔ ขึ้นมาพิจารณา
เพื่อให้เป็นคุณแก่อารมณ์ของจิตอย่างเอนกอนันต์ด้วย


จากหนังสือ ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่มที่ ๖
รวบรวมโดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน

ป.ล. คัดลอกมาจากคุณ ป้านุช เวป วัดท่าขนุนอีกทีครับ
เด่นซัง
 
โพสต์: 16
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 18 ธ.ค. 2009 1:02 pm

Re: ข้อตั้งกระทู้เพื่อเผยแพร่หนังสือ "ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น"

โพสต์โดย เด่นซัง เมื่อ พุธ 03 มี.ค. 2010 12:47 pm

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม

สังขารุเบกขาญาณตัวจริงนั้นเป็นอย่างไร

ร่างกายไม่ดี ฝืนไม่ได้ก็จงอย่าฝืน การกำหนดรู้เวทนาเป็นของดี การวางเฉยไม่บ่นในเวทนานั้นก็เป็นของดี แต่จักให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็จงดูอารมณ์ว่า มีความวิตกกังวลกับร่างกายมากน้อยเพียงใด ดูผิวเผินเสมือนหนึ่งไม่มีจิตเกาะเวทนานั้น ๆ
แต่ควรจักมองให้ลึก ๆ เข้าไปถึงอารมณ์ที่ไม่โปร่งของจิต ก็จักเห็นอาการของจิตที่ยังเกาะเวทนานั้นอยู่ ไม่มากก็น้อย
คือ ลักษณะของอารมณ์จิตยังอึดอัดมีการเหมือนอดทนต่อเวทนานั้น
จิตยังมีอาการหนักอึดอัดก็คือ จิตไม่วางอาการเวทนาของร่างกาย
หากเป็นสังขารุเบกขาญาณตัวจริง เวทนาจักสูงสักเพียงใด อารมณ์ของจิตจักไม่หนักใจในอาการนั้น
จิตโปร่งไม่ยึดเกาะอาการเวทนาใด ๆ ทั้งสิ้น เหมือนดั่งในวาระที่ท่านฤๅษีจักละขันธ์ ๕ มาครั้งนั้น
อารมณ์จิตของท่านฤๅษีโปร่งเบา มิได้ขัดเคืองกับทุกขเวทนาของขันธ์ ๕ เลย
นั่นแหละเป็นของจริงแห่งอารมณ์สังขารุเบกขาญาณ คือ จิตยอมรับและปล่อยวางร่างกายไปตามสภาพของความเป็นจริง ยอมรับกฎของกรรม หรือธรรมดาของร่างกายอย่างจริงใจ
อาการหนักของจิต จักต้องดูและรู้ด้วยตาปัญญา คือ อย่าให้กิเลสมันมาบังความจริง
ว่าจิตหามีความหนักไม่ ทั้ง ๆ ที่ยังมีอารมณ์หนักอยู่ เหมือนคนเดินตัวเปล่าก็โปร่งเบา
ซึ่งต่างกับคนเดินแบกสัมภาระย่อมหนัก ฉันใดก็ฉันนั้น หากจิตไม่เกาะเวทนาจริง ๆ
ก็จักมีสภาพตามนี้ สอบจิตดูอารมณ์ไว้ให้ดี ๆ การจักปลดความหนักของจิตลงได้ ต้องอาศัยพิจารณากฎไตรลักษณญาณเห็นเกิด เสื่อม ดับของขันธ์ ๕ ซึ่งยึดถือมาเป็นสารสาระไม่ได้
และยึดสมถะภาวนา ๓ กอง มาเป็นกำลัง คือ มรณานัสสติ อสุภะ และกายคตานัสสติ
ทำลายความยึดมั่นถือมั่นลงไปในความเกาะติดว่า ขันธ์ ๕ นี้เป็นของเรา เรามีในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ มีในเราและควบคุมอุปสมานัสสติเอาไว้ ขออยู่กับสภาพไม่เที่ยงของขันธ์ ๕ อันมีความเที่ยงของมันอยู่อย่างนั้นเป็นครั้งสุดท้าย
ขันธ์ ๕ นี้ตายลงเมื่อไหร่ ตั้งใจไปพระนิพพานเมื่อนั้น กรรมฐานเหล่านี้ พวกเจ้าต้องทำควบคู่กันไปตลอดเวลา
จักทำให้บารมี คือ กำลังใจตัดกิเลสทรงตัวยิ่ง ๆ ขึ้นไป รักษากำลังใจจุดนี้ไว้ให้ดี ๆ
จงจำปฏิปทาของท่านฤๅษีเอาไว้ ท่านทำเพื่อความไม่ประมาทโดยตรง
รักษากำลังใจให้ดี คือ ไม่คิดให้จิตต้องเศร้าหมอง ไม่ว่าในกรณีใด ๆ
ท่านทำมาโดยตลอดจนกระทั่งจิตทรงตัวอยู่ในความดี มีจิตผ่องใสหมดจดจากความประมาทได้ในที่สุด

จากหนังสือ ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่มที่ ๖
รวบรวมโดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน

ป.ล. คัดลอกมาจากคุณ ป้านุช เวป วัดท่าขนุนอีกทีครับ
เด่นซัง
 
โพสต์: 16
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 18 ธ.ค. 2009 1:02 pm

Re: ข้อตั้งกระทู้เพื่อเผยแพร่หนังสือ "ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น"

โพสต์โดย เด่นซัง เมื่อ พุธ 03 มี.ค. 2010 12:51 pm

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม

ทุกคนในโลกไม่มีทุกข์นั้นไม่มี

จงมองทุกคนในโลก จักเห็นว่าไม่มีทุกข์นั้นไม่มี
ทุกข์ของการมีร่างกาย ทุกข์ของการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน
ทุกข์ด้วยอารมณ์ของจิตที่เบียดเบียนตนเอง การมีชีวิตทรงอยู่ในโลกจึงเต็มไปด้วยความทุกข์

เมื่อเจ้าเห็นเป็นประการนี้ ก็จงดูชาวโลกุตรชน
จักเห็นความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานอยู่ในจิตที่สงบของทุกท่านในที่นี้
อย่าว่าแต่เพียงตถาคตหรือพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ หรือพระอรหันต์สาวกเลย แม้พรหม เทวดา นางฟ้า
ผู้ล่วงเข้าสู่โลกุตรชน ก็ทำการตัดกิเลสให้จิตได้สุขสงบตามลำดับแห่งบารมีธรรมของตนเองนั้น ๆ

เพราะฉะนั้น พวกเจ้าก็เช่นกัน วันทั้งวัน คืนทั้งคืน จงหมั่นตัดกิเลสตามกำลังของตน
เพื่อทำให้จิตสุขสงบขึ้นมาตามลำดับเถิด
หากกรรมใดทำแล้ว จิตเศร้าหมองปราศจากความสุขสงบ จงหมั่นหนี เลี่ยงการกระทำนั้น
ทุกอย่างต้องใช้ปัญญาอันเป็นสัมมาทิฏฐิเข้าพิจารณาและใคร่ครวญ
อย่าคิดอย่าทำอะไรที่ขาดสติและนำมาซึ่งการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นเป็นอันขาด

อยากมานิพพาน จงทำกิจเพื่อพระนิพพานให้เข้มแข็งจริงจังด้วย
ทำกันที่จิตนี่แหละ เป็นประการสำคัญ เพราะการมาพระนิพพานเขาใช้จิตมา มิใช่ใช้ร่างกายมา
ร่างกายเป็นสมบัติของโลก ในที่สุดก็ต้องคืนสู่โลกไป

อย่าห่วงร่างกายให้มาก เพียงแต่ทำให้มันตามหน้าที่ที่มีร่างกายตามความจำเป็นเท่านั้น
เห็นทุกข์ เห็นโทษของการมีร่างกายให้ชัดเจน
เพื่อความเป็นประโยชน์อันจักนำมาซึ่งการตัดร่างกายทิ้งไปได้ในที่สุด
เมื่อถึงวาระของการดับแห่งร่างกายนั้นได้เกิดขึ้น

การทรงอารมณ์สังขารุเบกขาญาณต้องใช้ปัญญารอบรู้ตามความเป็นจริง
รู้ปกติธรรมของร่างกาย ทำทุกอย่างตามปกติธรรมนั้น
ร่างกายมีโรคะเบียดเบียนตัวมันเองอยู่ตลอดเวลา
จิตของพวกเจ้าต้องไม่เบียดเบียนตนเองตามอาการของร่างกายนั้น ๆ
หิวก็รู้ว่าหิว หาให้กินตามหน้าที่ ร้อนหรือหนาวก็รู้อยู่ ป่วยก็รู้อยู่ หาหยูกหายารักษา
แต่รู้ด้วยความไม่กังวล เห็นปกติธรรมของร่างกายว่ามันเป็นอย่างนี้เอง
รักษาอารมณ์ใจเข้าไว้ ให้ยอมรับกฎของธรรมดา จิตก็จักไม่ดิ้นรน
ฝึกสภาวะของร่างกาย จิตก็จักสุขสงบได้ไม่ยากเย็น


จากหนังสือ ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่มที่ ๖
รวบรวมโดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน

ป.ล. คัดลอกมาจากคุณ ป้านุช เวป วัดท่าขนุนอีกทีครับ
เด่นซัง
 
โพสต์: 16
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 18 ธ.ค. 2009 1:02 pm

Re: ข้อตั้งกระทู้เพื่อเผยแพร่หนังสือ "ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น"

โพสต์โดย เด่นซัง เมื่อ พุธ 03 มี.ค. 2010 12:55 pm

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม

อย่าทะนงตนว่าเป็นผู้รู้เป็นอันขาด เพราะธรรมทั้งหลายที่พวกเจ้ารู้ได้เวลานี้
เป็นการสงเคราะห์ของพระ ยังไม่ใช่ความรู้ธรรมที่แท้จริง
อันซึ่งต้องเกิดจากจิตที่พิจารณาธรรมด้วยปัญญายอมรับนับถือในธรรมทั้งปวง
และจักต้องละกามฉันทะและปฏิฆะได้แล้ว นั่นแหละจึงจักเป็นของจริง

พวกเจ้าจักต้องปรามจิตเอาไว้เสมอ อย่าเผลอกล่าวธรรมเป็นเชิงอวดอ้าง อวดวิเศษทั้ง ๆ ที่ยังปฏิบัติมิได้ผล
ต่อไปนี้ พวกเจ้าไม่ว่าจักคิด จักพูด จักทำอะไร จงให้ศีลสมาธิ ปัญญาควบคุมอยู่ในเวลานั้น อย่าให้บกพร่องแม้แตเรื่องเดียว

ศีล สมาธิ ปัญญา จักละเอียดขึ้นได้ก็อยู่ที่เอามาใคร่ครวญอยู่เสมอ
การพิจารณาในขณะที่จักกระทำกรรมอยู่นั้น เป็นการทำให้ศีล สมาธิ ปัญญาเกิดขึ้นในจิตพร้อม ๆ กันทั้ง ๓ สิกขาบท
พวกเจ้าจึงจักมีความก้าวหน้าในอริยมรรค อริยผลยิ่งขึ้น

การใคร่ครวญสมาธิ คือ จิตมีโอกาสพักอยู่ในสมถะภาวนา
แต่ในบางขณะ บุคคลที่มีอารมณ์เผลอ มักจักปล่อยอารมณ์ของจิตให้เคว้งคว้างขาดสติ
อย่างกับคนใจลอยเดินข้ามถนน จนถูกรถชนตายเป็นต้น
จักว่ามีอารมณ์คิดก็ไม่ใช่ จักว่ามีอารมณ์พักก็ไม่เชิง จิตมันเหม่อลอยจนเพลินไป

เพราะฉะนั้น ในบุคคลที่เป็นนักปฏิบัติ จักต้องรู้ว่า เวลานี้จิตต้องการพัก ก็จักใคร่ครวญ
คือตรวจสอบดูว่าอารมณ์ของจิตนั้นจับอยู่ในสมถะภาวนาหรือไม่
หรือว่าเผลอเรอ ปล่อยสมาธิที่กำหนดรู้สมถะภาวนานั้นไปจากจิต
คนฉลาดเขาจักต้องรู้และทำการศึกษาใคร่ครวญ ศีล สมาธิ ปัญญาให้อยู่ในจิตเสมอ ๆ เยี่ยงนี้แหละเจ้า เข้าใจไหม

อย่าทิ้งความเพียรในการกำหนดรู้ศีล สมาธิ ปัญญาในจิตนี้ ทำบ่อย ๆ ใจเย็น ๆ ทำไปเรื่อย ๆ
ในที่สุดจิตจักชิน ศีล สมาธิ ปัญญาก็จักอยู่ในจิตได้ตลอดเวลา
ในเมื่อเข้าใจแล้ว ก็จงหมั่นนำไปปฏิบัติด้วย แต่อย่าสร้างอารมณ์หนักใจให้เกิด
พยายามรักษาอารมณ์จิตให้เบา ๆ แต่เต็มไปด้วยความพร้อมที่จักปฏิบัติเข้าไว้ให้ทุกเมื่อ
ด้วยอารมณ์มัชฌิมาปฏิปทา มรรคผลก็จักเกิดขึ้นได้โดยง่าย

หากความหนักใจในอารมณ์เกิดขึ้น ก็จงกำหนดรู้ว่า อารมณ์นี้ไม่ถูกต้องเสียแล้ว
เพราะเป็นอารมณ์ของความทุกข์ จักต้องหมั่นหาทางแก้ไขอารมณ์นั้นทิ้งไป

การเจริญพระกรรมฐาน มุ่งหวังให้จิตเป็นสุข สงบ เยือกเย็น
ไม่ว่าจักเป็นทางด้านสมถะหรือวิปัสสนา ต้องหมั่นดูผลที่ได้เยี่ยงนี้อยู่ตลอดเวลา
เป็นการตรวจสอบอารมณ์ของจิต อย่าให้เดินมรรคได้ผลผิด ๆ

จากหนังสือ ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่มที่ ๖
รวบรวมโดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน

ป.ล. คัดลอกมาจากคุณ ป้านุช เวป วัดท่าขนุนอีกทีครับ
เด่นซัง
 
โพสต์: 16
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 18 ธ.ค. 2009 1:02 pm

Re: ข้อตั้งกระทู้เพื่อเผยแพร่หนังสือ "ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น"

โพสต์โดย เด่นซัง เมื่อ พุธ 03 มี.ค. 2010 1:00 pm

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม

โรคใจอ่อนกับบารมี ๑๐ เป็นธรรมขั้นสูง (๒)

การเกิดความสลดใจหรือหดหู่ในชะตากรรมของบุคคลอื่น
เป็นอารมณ์จิตที่ขาดตัวอุเบกขาญาณ
เจ้าต้องกวดขันพรหมวิหาร ๔ ทั้งหมดให้ครบ
อย่าให้บกพร่องอยู่อย่างนี้ร่ำไป จิตจักไม่เป็นสุข
กฎของกรรมใครทำใครได้อย่างแน่นอน
เจ้าหวังพระนิพพานก็จงหมั่นพยายามอย่าทำจิตให้เป็นทุกข์
จงรักษาความผ่องใสเข้าไว้ด้วยปัญญาเห็นธรรมเถิด

เรียกว่าเป็นโรคใจอ่อน หรือไม่มีกำลังใจที่จักรู้เท่าทันความเป็นจริงในกฎของกรรม
จึงไปเที่ยวรับกรรมของบุคคลอื่นมาไว้ในอารมณ์ของจิตตน
สร้างความขาดทุนให้เกิดอย่างนี้ เจ้าช่างเป็นคนไม่ฉลาดเลยนะ

ความโง่ทำร้ายจิตของตนเอง คนทรงพรหมวิหาร ๔ ได้ไม่ครบก็มักจักเป็นเช่นนี้ทุกราย
เมื่อรู้ตัวก็จงแก้ไขจุดบกพร่องให้มาก ๆ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แก้ไขได้ด้วยตนเอง

บารมี ๑๐ อีกจุดหนึ่ง ห้ามทิ้งเป็นอันขาด ตรวจตราเข้าไว้
ทานบารมีเต็ม ก็ตัดความโลภได้
ศีลบารมีเต็ม ก็ตัดความโกรธได้
เนกขัมมะบารมีเต็ม ก็ตัดกามารมณ์ได้
ปัญญาบารมีเต็ม ก็ตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานได้
วิริยะบารมีเต็ม ความเกียจคร้านย่อหย่อนในธรรมปฏิบัติก็ไม่มี
ขันติบารมีเต็ม ก็อดทนต่อความชั่วที่เข้ามากระทบอารมณ์ได้
สัจจะบารมีเต็ม ก็ตัดความโลเลไม่เอาจริงในผลการปฏิบัติได้
อธิษฐานบารมีเต็ม ก็มีกำลัง คือมีสติกำหนดรู้ในการกระทำ ไม่ว่าทางด้านกาย
วาจา ใจ ว่าเราจักทำเพื่อพระนิพพานอยู่เสมอ ไม่คลอนแคลน
เมตตาบารมีเต็ม ก็ตัดอารมณ์ที่เข้ามาเป็นไฟเผาผลาญจิต รัก สงสารของตนเองเต็มที่แล้ว
ทางโลกไม่มีใครที่รักบ้านตนแล้วจุดไฟเผาบ้านตนเองได้

ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อเราเมตตาจิตตนเองได้แล้ว
ก็จักไม่จุดไฟโมหะ โทสะ ราคะให้เผาใจตนเองอีก

อุเบกขาบารมีเต็ม ก็จักตัดความทุกข์อันเกิดแก่กายและจิตของตนเองและผู้อื่นลงได้
สำหรับทางร่างกายก็จักเป็นสังขารุเบกขาญาณ วางเฉยในทุกข์ของร่างกายลงได้
สำหรับทางจิตก็จักพ้นทุกข์ คือ ปลอดจากบ่วงกิเลส ตัณหาลงได้อย่างสิ้นเชิง

พวกเจ้าต้องเทียบเคียงอย่างนี้เข้าไว้ให้ดี ๆ
บารมี ๑๐ เป็นธรรมขั้นสูงที่ตัดสังโยชน์ ๑๐ ลงได้เด็ดขาด
ถ้าหากบุคคลผู้นั้นจักมีกำลังใจเต็มแล้วทุกประการ

จากหนังสือ ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่มที่ ๖
รวบรวมโดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน

ป.ล. คัดลอกมาจากคุณ ป้านุช เวป วัดท่าขนุนอีกทีครับ
เด่นซัง
 
โพสต์: 16
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 18 ธ.ค. 2009 1:02 pm

Re: ข้อตั้งกระทู้เพื่อเผยแพร่หนังสือ "ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น"

โพสต์โดย เด่นซัง เมื่อ พุธ 03 มี.ค. 2010 1:07 pm

ให้รู้ความสำคัญของอานาปานุสติ

เมื่อเอาเรื่องจริต ๖ มาใคร่ครวญ
ก็พบว่ากรรมฐานทุกกองต้องอาศัยกำลังจากอานาปากองเดียว
ที่เป็นรากฐานสำคัญสุด หากรู้ลมเฉย ๆ ก็เป็นแค่สมถะ (เป็นฌานเป็นสมาธิ)

แต่ถ้ารู้ละเอียดลงไปว่า แม้ลมหายใจนี้ก็ไม่เที่ยง

และเป็นเหตุเกี่ยวเนื่องกับความตายก็เป็นวิปัสสนา
โยงไปสู่ความไม่ประมาทในธรรม ไม่ประมาทในชีวิต

หากร่างกายตายแล้ว (หมดลม) จิตควรมีเป้าหมายไปไหน
สิ่งที่จิตของนักปฏิบัติต้องการก็คือ พระนิพพาน

จึงขอสรุปสั้น ๆ ว่า
"รู้ลม รู้ตาย รู้นิพพาน หรือรู้อานาปา รู้มรณา รู้อุปสมานั่นเอง"

ผู้ที่จะรู้ได้ระดับนี้ จะต้องมีสติสัมปชัญญะ
รู้เท่าทันสภาวะของกายและจิตที่ทำงานเป็นสันตติภายนอกและภายในอยู่เป็นปกติ
พิจารณามาถึงจุดนี้ สมเด็จองค์ปฐม ก็ทรงพระเมตตามาตรัสสอนว่า

๑.ให้รู้ความสำคัญของอานาปานุสติ
แต่มิใช่เกาะติดอยู่ในลมหายใจนั้น

คือ รู้ความไม่เที่ยงของลมหายใจ แต่ไม่ให้เกาะติดความไม่เที่ยงนั้น
เท่ากับมีจิตทรงอยู่ในฌานอันเกิดขึ้นได้กับการกำหนดรู้ลมหายใจ
แต่มิใช่หลงใหลใฝ่ฝันในฌาน อันเกิดขึ้นได้กับการกำหนดรู้ลมหายใจนั้น ๆ

เมื่อร่างกายยังอยู่ ก็จำเป็นต้องพึ่งลมหายใจเป็นบันไดให้ก้าวไปสู่พระนิพพาน
ร่างกายพังเมื่อไร ลมหายใจก็หมดความจำเป็นต่อจิตเมื่อนั้น

๒.รูปฌานหรืออรูปฌานก็เช่นกัน
เพื่อเป็นกำลังให้จิตตัดกิเลสเป็นสมุทเฉทปหานแล้ว
ร่างกายพัง จิตก็โคจรเข้าสู่ดินแดนพระนิพพานตั้งมั่นแล้ว
อรูปฌานหรือรูปฌานก็หมดไป เหลือแต่อทิสสมานกายที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ
คือ พระวิสุทธิเทพนั่นเอง

๓.เมื่อยังมีชีวิตอยู่ อย่าทิ้งอานาปานุสติ อย่าทิ้งรูปฌานและอรูปฌาน
ใช้ตามปกติที่ร่างกายยังมีลมหายใจ แต่ไม่หลงใหลติดอยู่ตามนั้น
อาศัยเพียงแค่ให้ร่างกายได้ระงับทุกขเวทนาด้วยกำลังของฌาน
อาศัยฌานเป็นกำลังก้าวไปเพื่อห้ำหั่นกิเลส เป็นบันไดก้าวเข้าไปสู่พระนิพพาน

จากหนังสือ ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่มที่ ๖
รวบรวมโดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน

ป.ล. คัดลอกมาจากคุณ ป้านุช เวป วัดท่าขนุนอีกทีครับ
เด่นซัง
 
โพสต์: 16
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 18 ธ.ค. 2009 1:02 pm

Re: ข้อตั้งกระทู้เพื่อเผยแพร่หนังสือ "ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น"

โพสต์โดย เด่นซัง เมื่อ ศุกร์ 05 มี.ค. 2010 2:52 pm

เป็นอย่างไรกันบ้างครับอ่านแล้ว เข้าใจอย่างไรกันบ้างครับ ขอกล่าวย้อนถึงประวัติของหนังสือกันนิดหนึ่งครับ
หนังสือ ธรรมะที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่มนี้นั้น ท่าน พล.ต.ท. นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ท่านได้รวมรวมไว้เอง จากคำสอนของ พระพุทธเจ้าหลาย ๆ องค์ และพระอรหันต์ต่างๆ ได้เมตตามาสอนท่านในสมาธิบาง สอนในโอกาสต่างๆ บ้าง ท่านเห็นว่ามีประโยชน์ เลยทำเป็นเล่มๆ ไว้ ท่านเน้นเป็นภาษาที่ปกติประจำวันเข้าใจง่ายๆ คำศัพท์ตรงๆ ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่าน และขอบอกไว้ก่อนว่า บางหัวข้ออาจจะพอเหมาะ พอดีกับท่าน บางหัวข้ออาจจะยังไม่พอเหมาะ พอดีกับท่าน แต่จะขอนำมาลงไว้ให้อ่านกันไปก่อน เผื่อมีประโยชน์ในภายภาคหน้า แล้วหวนกลับมาอ่าน ท่านก้อจะได้แก้ไขปัญหาของท่านได้ หรือใครจะยึดเป็นแบบแผนในการปฏิบัติเลยก้อนับว่าดีครับ ผมจะพยายามคัดเอามาแต่หัวข้อ ที่เป็นหลักพื้นฐานก่อน คือ จะมีทั้ง สมถะ และ วิปัสนา ทั้ง ศีล สมาธิ และปัญญาครับ ถ้าใครมีปัญหาในการปฏิบัติ การทำสมาธิ การเจริญวิปัสนา ก็ขอให้ถามคุณหมอ พายุพล นะครับ :D
เด่นซัง
 
โพสต์: 16
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 18 ธ.ค. 2009 1:02 pm

Re: ข้อตั้งกระทู้เพื่อเผยแพร่หนังสือ "ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น"

โพสต์โดย เด่นซัง เมื่อ ศุกร์ 12 มี.ค. 2010 1:15 pm

ขอออกนอกหัวข้อกระทู้นิดหนึ่งหนึ่งนะครับ บางท่านอ่านข้อความจากหนังสือฯ แล้วอาจจะเห็นว่าหนักเกินไปหน่อย หรืออาจจะไม่กระจ่างเท่าที่ควร นั้นเพราะอารมณ์ใจของเรายังไม่ถึง ยังไม่ติดขัดในข้อธรรมนั้นๆ พอดีผมชอบฟัง CD ธรรมบ่อยๆ ขับรถก้อฟัง อยู่บ้านก้อฟัง เห็นว่าธรรมคล้ายๆ กัน และเห็นว่าน่าจะเข้าใจง่ายดีด้วย จึงอย่างจะแนะนำให้ท่านได้อ่านกัน หรือจะสามารถหา โหลด mp3 ตามเวปต่างๆ ก้อมีมากมายครับ CD ที่ว่านั้น ผู้เทศน์ คือ ท่านจิตโต (พระสมปอง วัดท่าซุง) ท่านได้เมตตาแนะนำ สอน ศีล สมาธิ ปัญญา ไว้อย่างมากมาย และครบถ้วน หัวข้อเทศน์ที่อยากจะแนะนำให้ไปหาฟัง เช่น กุศลกรรมบท 10 พรหมวิหาร 4 การเตรียมตัวทำสมาธิ กายคตานุสติ มรณานุสติ อุปสมานุสติ การทรงอารมณ์พระโสดาบัน หรือ ถ้าใครสนใจจะให้ผมส่ง mp3 ให้ก้อได้ ให้ลง e-mail ไว้นะครับ แจ้งหัวข้อที่อยากได้มาให้ทราบด้วยครับ ปฏิบัติไปด้วยกันจะได้มีเพื่อน มีกำลังใจครับ :D
เด่นซัง
 
โพสต์: 16
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 18 ธ.ค. 2009 1:02 pm

Re: ข้อตั้งกระทู้เพื่อเผยแพร่หนังสือ "ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น"

โพสต์โดย เด่นซัง เมื่อ ศุกร์ 19 มี.ค. 2010 9:02 am

ข้อความจากพระไตรปิฎก
              
         สีสปาปรรณวรรคที่ ๔
                           สีสปาสูตร
                เปรียบสิ่งที่ตรัสรู้มีมากเหมือนใบไม้บนต้น
      [๑๗๑๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สีสปาวัน ใกล้เมืองโกสัมพี
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงถือใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบด้วยฝ่าพระหัตถ์ แล้วตรัสเรียกภิกษุ
ทั้งหลายมา แล้วตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ใบ
ประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่เราถือด้วยฝ่ามือกับใบที่บนต้น ไหนจะมากกว่ากัน?  ภิกษุทั้งหลายกราบทูล
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่พระผู้มีพระภาคทรงถือด้วยฝ่าพระหัตถ์มี
ประมาณน้อย ที่บนต้นมากกว่า พระเจ้าข้า.
     พ. อย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เรารู้แล้วมิได้บอกเธอทั้งหลายมีมาก
ก็เพราะเหตุไรเราจึงไม่บอก เพราะสิ่งนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่พรหมจรรย์เบื้องต้น
ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้
นิพพาน เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่บอก.
      [๑๗๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งอะไรเราได้บอกแล้ว เราได้บอกแล้วว่า นี้ทุกข์ ...
นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ก็เพราะเหตุไรเราจึงบอก เพราะสิ่งนั้นประกอบด้วยประโยชน์ เป็น
พรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย ... นิพพาน เพราะฉะนั้น เราจึงบอก ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
                            ทัณฑสูตร
                ผู้ท่องเที่ยวไปในโลกเพราะไม่เห็นอริยสัจ
      [๑๗๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนท่อนไม้ที่บุคคลขว้างขึ้นไปบนอากาศแล้ว
บางคราวเอาโคนตกลงมาก็มี บางคราวเอาตอนกลางตกลงมาก็มี บางคราวเอาปลายตกลงมาก็มี
ฉันใด สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีนิวรณ์ คืออวิชชา มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบ ได้แล่นไปอยู่ ท่อง-
เที่ยวไปอยู่ บางคราวจากโลกนี้ไปสู่ปรโลกก็มี บางคราวจากปรโลกมาสู่โลกนี้ก็มี ฉันนั้นเหมือน
กัน ข้อนั้นเพราะเหตุไร?  เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ อริยสัจ ๔ เป็นไฉน?  คือ ทุกขอริยสัจ ฯลฯ
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำ
ความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
                          จบ สูตรที่ ๓
                            เจลสูตร
              ให้รีบเพียรเพื่อตรัสรู้ เหมือนรีบดับไฟบนศีรษะ
      [๑๗๑๗] พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อผ้าหรือ
ศีรษะถูกไฟไหม้แล้ว จะควรกระทำอย่างไร?  ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
เมื่อผ้าหรือศีรษะถูกไฟไหม้แล้ว ควรจะกระทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความ
ไม่ย่นย่อ ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะอย่างแรงกล้า เพื่อดับผ้าหรือศีรษะนั้น.
      พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลพึงวางเฉย ไม่ใส่ใจถึงผ้าหรือศีรษะที่ถูกไฟไหม้ แล้ว
พึงกระทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความไม่ย่นย่อ ความไม่ท้อถอย สติและ
สัมปชัญญะอย่างแรงกล้า เพื่อตรัสรู้อริยสัจ ๔ ที่ยังไม่ตรัสรู้ตามความเป็นจริง อริยสัจ ๔ เป็น
ไฉน?  คือ ทุกขอริยสัจ ฯลฯ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้น
แหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินี-
ปฏิปทา.

                          จบ สูตรที่ ๘
                          ปริญเญยยสูตร
                      ว่าด้วยหน้าที่ในอริยสัจ ๔
      [๑๗๐๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน?  คือ ทุกข-
อริยสัจ ... ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ อริยสัจ ๔ ประการนี้แล บรรดาอริยสัจ ๔ ประการนี้
อริยสัจที่ควรกำหนดรู้ ที่ควรละ ที่ควรกระทำให้แจ้ง ที่ควรให้เกิดมี  มีอยู่ ก็อริยสัจที่ควรกำหนดรู้
เป็นไฉน?  ทุกขอริยสัจ ควรกำหนดรู้ ทุกขสมุทยอริยสัจ ควรละ ทุกขนิโรธอริยสัจ ควร
กระทำให้แจ้ง ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ควรให้เกิดมี ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้น
แหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินี-
ปฏิปทา.

                          จบ สูตรที่ ๙
                           ควัมปติสูตร
                ผู้เห็นทุกข์ ชื่อว่าเห็นในสมุทัยนิโรธมรรค
      [๑๗๑๐] สมัยหนึ่ง ภิกษุผู้เถระมากรูปอยู่  ณ เมืองสหชนิยะ แคว้นเจดีย์ ก็สมัยนั้น
เมื่อภิกษุผู้เถระมากรูปกลับจากบิณฑบาตในเวลาปัจฉาภัต นั่งประชุมกันในโรงกลม เกิดสนทนา
กันขึ้นในระหว่างประชุมว่า  ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ผู้ใดหนอแลย่อมเห็นทุกข์ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็น
แม้ทุกขสมุทัย แม้ทุกขนิโรธ แม้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
      [๑๗๑๑] เมื่อภิกษุผู้เถระทั้งหลายกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระควัมปติเถระได้กล่าวกะ
ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ผมได้ฟังมา ได้รับมาในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า
ผู้ใดย่อมเห็นทุกข์ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นแม้ทุกขสมุทัย แม้ทุกขนิโรธ แม้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
ผู้ใดย่อมเห็นทุกขสมุทัย ผู้นั้นชื่อว่า ย่อมเห็นแม้ทุกข์ แม้ทุกขนิโรธ แม้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
ผู้ใดย่อมเห็นทุกขนิโรธ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นแม้ทุกข์ แม้ทุกขสมุทัย แม้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
เด่นซัง
 
โพสต์: 16
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 18 ธ.ค. 2009 1:02 pm

ต่อไป

ย้อนกลับไปยัง คุยกันสบายๆกับนายแพทย์พายุพล

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

cron