หน้าแรก
ในหลวงของเรา
ธรรมะประจำวันพระ
เกี่ยวกับมูลนิธิ
ผลงานมูลนิธิ

ร่วมสร้างพระพุทธชินราช(สมเด็จองค์ปฐม)หน้าตัก 18 เมตร ตามจิตศรัทธา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พร้อมรับเหรียญพระพุทธชินราช(สมเด็จองค์ปฐม)-พระเทวราชโพธิสัตว์จตุคามรามเทพ รุ่น สมบัติแผ่นดิน เมื่อบริจาคกองละ 499 บาท , 999 บาท หรือ 11,999 บาท



พระราชประวัติโดยสังเขปของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาล เมานท์ ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสสาชูเซสท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือนอ้าย ปีเถาะ จุลศักราช ๑๒๘๙ เวลาท้องถิ่น ๘ นาฬิกา ๔๕ นาที หรือเวลาในประเทศไทย ๒๐ นาฬิกา ๔๕ นาที ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๗๐ เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (พระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) และสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ (ภายหลังทั้งสองพระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธย เป็นสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ขณะนั้นสมเด็จพระบรมราชชนกทรงศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ และสมเด็จพระบรมราชชนนีทรงศึกษาวิชาพยาบาล อยู่ในรัฐนี้

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เมื่อเสด็จราชสมภพ ทรงมีพระนามว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช (พระนาม ภูมิพลอดุลยเดช มีความหมายว่า พลังของแผ่นดิน เป็นอำนาจที่หาอื่นใดเปรียบมิได้ พระนามในสูติบัตร -Bhumibal Aduldej Songkla)

มีพระเชษฐภคินีและพระเชษฐา คือสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ประสูติเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๖๖ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กับพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๘ ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี

พ.ศ.๒๔๗๑ โดยเสด็จฯ นิวัติประเทศไทยครั้งแรก
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาได้ ๒ พรรษา ได้โดยเสด็จฯ สมเด็จพระบรมราชชนกซึ่งสำเร็จการศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ (ปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยม MDCumlaude) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช และพระเชษฐภคินี กลับสู่ประเทศไทย โดยประทับ ณ วังสระปทุม

การเสด็จฯ กลับของสมเด็จพระบรมราชชนกครั้งนี้ เนื่องด้วยมีพระประสงค์ในการฝึกฝนเป็นแพทย์ประจำบ้านอีกหนึ่งปี ตามระเบียบข้อบังคับของการแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา ที่กำหนดให้แพทย์มี่สำเร็จการศึกษาแล้ว ต้องฝึกงานภายใต้การควบคุมของแพทย์อาวุโสต่ออีกหนึ่งปี จึงจะเป็นแพทย์ที่สมบูรณ์ตามความต้องการของแพทยสมาคมแห่งสหรัฐอเมริกา (ในชั้นแรกทรงปรารถนาจะสมัครเป็นแพทย์ประจำบ้าน ที่โรงพยาบาลศิริราช แต่ท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ในสมัยนั้น คือ พระยาเวชสิทธิ์พิศาล พิจารณาว่าพระองค์มีพระฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ เป็นถึงเจ้าฟ้า มิบังควรที่จะทรงมารักษาราษฎรสามัญที่เจ็บป่วย ไม่สมพระเกียรติ)

ด้วยพระประณิธานแน่วแน่ ที่จะต้องทรงเป็นแพทย์ฝึกหัด ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๑ จึงได้เสด็จไปพบนายแพทย์ อี. ซี. คอร์ต ที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสมัครเป็นแพทย์ประจำบ้าน นายแพทย์คอร์ต ได้จัดการรับเสด็จและถวายให้ได้ทรงงานตามพระประสงค์ โดยขอให้ประทับอยู่ที่บ้านของนายแพทย์คอร์ต ผู้อำนวยการโรงพยาบาล

ทรงเริ่มปฏิบัติภารกิจแพทย์ประจำบ้าน เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๒ มีพระเมตตาต่อผู้ป่วยชาวเมืองเหนืออย่างเป็นกันเอง จนพระองค์ได้รับการเรียก ขานถวายพระนามจากชาวบ้านที่นั่นว่า “หมอเจ้าฟ้า” สมเด็จพระราชบิดาประทับที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิคได้ ๓ สัปดาห์ก็ทรงประชวร ต้องเสด็จฯ กลับกรุงเทพฯ ในกลางเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ ประทับที่วังสระปทุม และได้โปรดเกล้าฯ ให้อาจารย์นายแพทย์เปอร์กินส์ อายุรแพทย์ชาวอเมริกัน และอาจารย์นายแพทย์ โนเบล ศัลยแพทย์ชาวอังกฤษ ซึ่งขณะนั้น ทำการสอนวิชาแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ในโครงการช่วยเหลือของมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ เป็นผู้ถวายการตรวจ และได้พบว่าทรงประชวรเป็นโรคฝีในตับเนื่องจากเชื้อบิด

วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472 สมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จทิวงคตแต่เดิมนั้นสมเด็จพระบรมราชชนกมีพระสุขภาพไม่ดี ทรงประชวรด้วยพระโรควักกะ (ไต) พิการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๕๐ และพระอนามัยทรุดโทรมลงตามลำดับ แต่ก็มีพระอุตสาหะศึกษาวิชาแพทย์จนสำเร็จหลักสูตรและสอบได้ปริญญาบัตร

อาจารย์แพทย์ทั้งสองได้ถวายการรักษาด้วยการเจาะตับดูดหนอง ถวายพระโอสถรักษาโรคฝีในตับเนื่องจากเชื้อบิด ซึ่งขณะนั้นคือยาเอมิทีน เป็นสารอัลคาลอยด์สกัดจากพืช อาจารย์แพทย์ได้ถวายในการรักษาแต่มีพระอาการแพ้ยา พระอาการทรุดหนักลงเป็นลำดับ สุดหนทางที่คณะแพทย์จะเยียวยาได้ จนเสด็จทิวงคต เมื่อ วันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๒ สิริพระชนมายุเพียง ๓๗ พรรษา ๘ เดือน

พระมหากรุณา พระเมตตาคุณ และพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนก ในการวางรากฐานการแพทย์แผนปัจจุบันให้ก้าวหน้า ได้มาตรฐานทัดเทียมนานาอารยประเทศ และพัฒนางานด้านการสาธารณสุขของประเทศให้มั่นคง เพื่อประโยชน์สุขของประชาราษฎร์ เป็นผลให้ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า พระบิดาแห่งการแพทย์ และการสาธารณสุขไทย ในกาลต่อมา
หลังจากที่สมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว สมเด็จพระบรมราชชนนีที่ขณะนั้นทรงดำรง พระอิสริยยศเป็น หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา มีพระชนมายุ ๒๙ พรรษา ต้องทรงรับพระราชภาระหนักยิ่งในการอบรมเลี้ยงดูและอภิบาล พระโอรสธิดาซึ่งยังทรงพระเยาว์มากโดยลำพังพระองค์เดียว

พ.ศ. ๒๔๗๕เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาได้ ๕ พรรษา ทรงเข้ารับการศึกษาเบื้องต้นที่โรงเรียน มาแตร์ เดอี ถนนเพลินจิต กรุงเทพฯ และในปีเดียวกันนี้เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๗๖สมเด็จพระบรมราชชนนีพร้อมด้วยพระโอรสธิดาเสด็จฯ สู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประทับที่เมืองโลซานน์


ทรงเข้ารับการศึกษาชั้นต้นจนถึงมหาวิทยาลัย
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเข้าศึกษาชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียนเมียร์มองต์ (Miremont) ในเมืองโลซานน์ ต่อจากนั้นทรงศึกษาชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียน เอกอล นูแวล เดอ ลา ซืออิส โรมองต์ ( Ecole Nouvelle de la Suisse Romande) ตำบลไชยี่ ( Chaille ) เขตเมืองโลซานน์ ต่อมาทรงเข้าศึกษา และได้รับประกาศนียบัตร ทางอักษรศาสตร์ บาเชอเลียร์ เอสเลตรส์ ( Bachelier es lettres ) จากโรงเรียน ยิมนาส กลาซีค กังโตนาล แห่งเมืองโลซานน์ ทรงพระปรีชาสามารถรอบรู้หลายภาษา เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และภาษาลาติน หลังจากนั้นได้ทรงเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยโลซานน์ โดยทรงเลือกศึกษาในแผนกวิทยาศาสตร์ ( Universite de Lausanne , Faculte des Sciencees ) สาขาสหวิทยาศาสตร์ และแขนงวิชาวิศวกรรมศาสตร์

เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๗๖
เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ซึ่งขณะนั้นประทับรักษาพระเนตรอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ ได้ทรงประกาศสละราชสมบัติ
และเนื่องจากไม่มีพระราชโอรสและพระราชธิดาในการสืบสันตติวงศ์ต่อไป รัฐบาลในสมัยนั้นจึงได้กราบทูลอันเชิญ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันนทมหิดล ซึ่งอยู่ในลำดับที่ ๑ แห่งการสืบราชสันตติวงศ์ เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๘ แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันนทมหิดล อดุลยเดชวิมล รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช ในวันที่ ๒ มีนาคม วันเดียวกันนั้น แต่เนื่องจากขณะนั้นมีพระชนมพรรษาเพียง ๙ พรรษา จึงต้องทรงมีคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งได้แก่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตน์จาตุรนต์ นาวาตรี พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ร.น. และเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) บริหารราชการแผ่นดินแทนจนกว่าจะทรงบรรลุนิติภาวะ

เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๑ โดยเสด็จ ฯ นิวัติประเทศไทยระยะสั้น (ครั้งที่ ๒)
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ได้โดยเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระอัฐมรามาธิบดินทร นิวัติประเทศไทยเป็นการชั่วคราวระยะสั้น ประมาณ 2 เดือน พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ ฯ และสมเด็จพระราชชนนี ประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต แล้วเสด็จกลับไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อทรงศึกษาวิชาการต่อ

วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ โดยเสด็จ ฯ นิวัติประเทศไทยอีก (ครั้งที่ 3)
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ได้โดยเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระอัฐมรามาธิบดินทร พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ ฯ และสมเด็จพระราชชนนี นิวัติประเทศไทยครั้งที่ 3 ซึ่งคล้ายกับวันพระราชสมภพของพระองค์ พระชนมพรรษาครบ 18 พรรษาครั้งนี้ประทับที่พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง

วันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ ทรงดำรงพระยศนายทหารพระบาทมเด็จพระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระยศนายทหาร สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชให้ทรงดำรงตำแหน่งพระยศร้อยโท นายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ 1 กองพันที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

การเสด็จนิวัติประเทศไทยครั้งนี้ ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร ทั้งในกรุงเทพและจังหวัดใกล้เคียง ยังความชื่นชมโสมนัสให้แก่มวลพสกนิกรยิ่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ที่ได้เสด็จฯออกไปทรงเยี่ยมชุมชนสำเพ็ง ซึ่งเป็นแหล่งค้าขายของชาวจีน และแขกฮินดู คงจะไม่มีผู้ใดคาดคิดเลยว่า เขาเหล่านั้น จะได้ชมพระบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอัฐรามาธิบดินทร เป็นครั้งสุดท้าย

วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอัฐรามาธิบดินทร เสด็จสวรรคต ยุวกษัตริย์รัชกาลที่ ๙

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล สกลไพศาล มหารัษฐาธิบดี พระอัฐรามาธิบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตโดยกะทันหันโดยพระแสงปืน ณ พระที่นั่งบรมพิมานในพระบรมมหาราชวัง ยังความวิปโยคและสูญเสียอย่างใหญ่หลวงที่สุดของปวงชนชาวไทย รัฐบาลได้กราบบังคมทูลอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี ดำรงสิริราชสมบัติสืบต่อมา โดยเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า “ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช”

เนื่องจากมีพระชนมพรรษาเพียง 19 พรรษาไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เองได้ รัฐบาลจึงได้แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ประกอบด้วย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร (ต่อมาได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ สถาปนาเลื่อนกรมขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร) และ พระยามานวราชเสวี

>>

>> อ่านต่อ หน้าที่ ๒ | หน้าที่ ๓